สิ่งที่เราต้องการ คือไม่ให้คนตายหรือบาดเจ็บจากการทำแท้ง


สิ่งที่เราต้องการ คือไม่ให้คนตายหรือบาดเจ็บจากการทำแท้ง ไม่ติดเชื้อ ทำแท้งได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกันก็มีการป้องกันในครั้งต่อไป และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนอื่น ๆ
ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัยได้

กฤตยา อาชวนิจกุล
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

จนถึงทุกวันนีก้ ็ยังมีผู้หญิงที่บาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยในทุกจังหวัดของ
ประเทศไทย ทัง้ ๆ ที่เทคโนโลยี่ที่ใช้เพื่อยุติการตัง้ ครรภ์ ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้ามากขึน้ เรื่อย ๆ
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนเกิดเครื่องมือหรือตัวยาใหม่ ๆ ที่ใช้ง่าย ปลอดภัย ราคาถูก และมีประสิทธิภาพในการยุติ
การตัง้ ครรภ์สูงถึง 95-99% ได้แก่ เครื่องดูดมือถือ (Manual Vaccum Aspirator -MVA) ซึ่งผู้ให้บริการไม่
จำเป็ นต้องเป็ นสูตินรีแพทย์ แพทย์ทั่วไป หรือ พยาบาลก็สามารถทำได้ และการยุติการตัง้ ครรภ์โดยใช้ยา
(Medical Termination – MTOP) ซึ่งผู้หญิงสามารถใช้เองได้ หากสามารถเข้าถึงยาได้ (กำแหง 2554) แต่ประเทศ
ไทยยังห้ามการนำเข้ายาเหล่านี ้นอกจากเพื่อนำมาใช้ในการศึกษาวิจัยเท่านัน้
เหตุที่เป็นเช่นนีเ้พราะการทำแท้งยังเป็นสิ่งผิดกฎหมายในบ้านเรา กฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งที่ระบุไว้
ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302-305 บังคับใช้มาตัง้ แต่ พ.ศ. 2500 หรือ 54 ปีมาแล้ว โดย 3 มาตราแรก
(มาตรา 301-303) มีสาระสำคัญเกี่ยวกับโทษของการทำแท้ง ไม่ว่าผู้หญิงที่ท้องแล้วทำแท้งด้วยตนเอง หรือยอม
ให้ผู้อื่นทำแท้งให้ มาตรา 304 เป็นเรื่องความพยายามจะทำแท้งแล้วทำไม่สำเร็จ ไม่ว่าหญิงจะยินยอมหรือไม่ก็
ตาม การกระทำนัน้ ก็ไม่มีความผิด
ส่วนมาตรา 305 เป็นข้อยกเว้นว่า ถ้าการทำแท้งนัน้ เป็นการกระทำของนายแพทย์ โดยผู้หญิงยินยอม
บนความจำเป็น ”ต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดทาง
อาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284 ผู้กระทำไม่มี
ความผิด”
ตลอดระยะเวลากว่า 54 ปี ที่มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี ้และมีการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด
กฎหมายอยู่ตลอด แต่ปรากฏว่ามีคดีขึน้ สู่การพิจารณาของศาลเป็ นจำนวนน้อยมาก นายแพทย์วิฑูรย์ อึ้ง
ประพันธ์ (2537: 21-42) ตัง้ ข้อสังเกตว่า เงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 305 ซึ่งเปิดให้แพทย์ทำแท้งให้แก่ผู้หญิงได้ถ้า
ตัง้ ครรภ์แล้วเกิดปัญหาสุขภาพ หรือเพราะถูกข่มขืนนัน้ ถือได้ว่าเป็ นเงื่อนไขที่มีปัญหาอย่างมากในการ
ตีความและการปฏิบัติ ดังนั้นแพทย์ส่วนใหญ่จึงปฏิเสธที่จะทำแท้ง หรือถ้าทำก็จะตีความกฎหมาย
อย่างแคบที่สุด เพื่อไม่ให้ตนเองถูกตั้งข้อกล่าวหา
สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขชีว้ ่า การมีกฎหมายห้ามทำแท้งไม่ช่วยให้การลักลอบทำแท้งลดลง เพราะ
ยังมีผู้ป่ วยด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งที่ผิดกฎหมาย เข้ารักษาตัวตามสถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ
เป็นจำนวนหลายหมื่นคนต่อปี ดังผลการสำรวจสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทย พ.ศ. 2542 จากผู้ป่ วยแท้ง

1 ตัดมาจาก กฤตยา อาชวนิจกุล. 2554. ‘เพศวิถีที่กำลังเปลี่ยนไปในสังคมไทย’ ใน จุดเปลี่ยนประชากร จุดเปลี่ยนสังคมไทย. สุรีย์พร พันพึ่ง
และมาลี สันภูวรรณ์ (บรรณาธิการ):43-66. นครปฐม: สำนักพิมพ์ประชากรและสังคม.
2 ทั่วประเทศจำนวน 45,990 คน ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราตายของผู้หญิงจากการทำแท้ง
สูงถึง 300 ต่อแสน ขณะที่อัตราตายของผู้หญิงที่ตัง้ ครรภ์แล้วคลอดทารกมีชีพมีเพียง 20 ต่อแสนเท่านัน้ จนแม้แต่
แพทย์เองยังยอมรับว่า อันตรายจากการทำแท้งที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นเป็ นปัญหาสาธารณสุขลำดับต้นของ
ประเทศมาโดยตลอด (Boonthai et al. 2003)
สถานการณ์ที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงเลยนีเ้ ป็ นเรื่องน่าเศร้า เพราะขณะที่ประเทศไทยประสบ
ความสำเร็จเป็ นที่ยอมรับทั่วโลกในงานวางแผนครอบครัว และอนามัยการเจริญพันธ์ุ แต่เรายังคงปล่อยให้ผู้
หญิงไทยต้องล้มตายและพิการจากปัญหาทางสุขภาพที่รักษาได้ง่ายๆ นีต้ ่อไป เป็นที่มาของคำถามสำคัญสองข้อ
ที่เป็ นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน คือ หนึ่ง เหตุใดสังคมไทยไม่เห็นว่าชีวิตของผู้หญิงเหล่านี้มีคุณค่า
พอที่จะได้รับการดูแลรักษา? และ สอง ทำไมการตายและบาดเจ็บของผู้หญิงจากการทำแท้งที่ไม่
ปลอดภัย จึงยังเป็ นปัญหาสาธารณสุขที่แก้ไขไม่สำเร็จ ?

สถานการณ์ข้างต้นนีส้ ะท้อนอะไรบ้าง? (กฤตยา และนภาภรณ์ 2537)
(1) สะท้อนความล้มเหลวของสังคมไทย ในการปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับ
ผู้หญิงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
(2) สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย
(3) สะท้อนความล้มเหลวของการให้บริการคุมกำเนิดที่ไม่สามารถบริการได้อย่างทั่วถึงในทุกกลุ่ม
(4) สะท้อนความอยุติธรรมของสังคม ที่สร้างเงื่อนไขทำให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบและแบก
ผลลัพธ์ต่างๆ ที่เป็นความเจ็บปวดทัง้ ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม อันสืบเนื่องมาจากการ
ตัง้ ครรภ์ไม่พร้อม โดยปราศจากการช่วยเหลือและสนับสนุนจากสังคมอย่างเป็นระบบ และยังถูก
นิยามตามกฎหมายว่าเป็นผู้ประกอบอาชญากรรมอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
กฤตยา อาชวนิจกุล และนภาภรณ์ หะวานนท์ (บรรณาธิการ). 2537. ทิศทางใหม่ของการวางแผนครอบครัวและเพศศึกษา.
รายงานจากการถอดเทปการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ทิศทางใหม่ของการวางแผนครอบครัวและเพศศึกษา เพื่อใช้เป็น
เอกสารประกอบการประชุมระดับชาติเรื่อง ’การตัง้ ครรภ์ไม่พึงประสงค์: ประเด็นท้าทายการให้บริการทางด้าน
สาธารณสุขของรัฐ’ จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส. วันที่ 7 ธันวาคม.
กำแหง จาตุรจินดา. 2554. การแท้งที่ไม่ปลอดภัย ใครรับผิดชอบ?? เอกสารประกอบการการอบรมเรื่อง ‘การป้องกันการแท้งที่ไม่
ปลอดภัย’ จัดโดย มูลนิธิเพื่อสุขภาพและอนามัยการเจริญพันธ์ุของสตรี (แห่งประเทศไทย) ร่วมกับสำนักอนามัยการเจริญ
พันธ์ุ กรมอนามัย, ราชวิทยาลัยสูตินรแพทย์แห่งประเทศไทย และคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. วันที่ 16-18
โรงแรมเซ็นจูนี่ปาร์ค กรุงเทพมหานคร.
วิฑูรย์ อึง้ ประพันธ์. 2537. กฎหมายทำแท้ง : ข้อโต้แย้งที่ยังไม่ยุติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เจนเดอร์เพรส.
Boonthai, Nongluk, Suwanna Warakamin, Viroj Tangcharoensathien, and Metee Pongkittilah. 2003.
Voices of Thai Physicians on Abortion. Unpublished Document, Reproductive Health
Division, Department of Health, Ministry of Public Health.

Advertisements