สิ่งที่เราต้องการ คือไม่ให้คนตายหรือบาดเจ็บจากการทำแท้ง


สิ่งที่เราต้องการ คือไม่ให้คนตายหรือบาดเจ็บจากการทำแท้ง ไม่ติดเชื้อ ทำแท้งได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกันก็มีการป้องกันในครั้งต่อไป และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนอื่น ๆ
ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัยได้

กฤตยา อาชวนิจกุล
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

จนถึงทุกวันนีก้ ็ยังมีผู้หญิงที่บาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยในทุกจังหวัดของ
ประเทศไทย ทัง้ ๆ ที่เทคโนโลยี่ที่ใช้เพื่อยุติการตัง้ ครรภ์ ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้ามากขึน้ เรื่อย ๆ
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนเกิดเครื่องมือหรือตัวยาใหม่ ๆ ที่ใช้ง่าย ปลอดภัย ราคาถูก และมีประสิทธิภาพในการยุติ
การตัง้ ครรภ์สูงถึง 95-99% ได้แก่ เครื่องดูดมือถือ (Manual Vaccum Aspirator -MVA) ซึ่งผู้ให้บริการไม่
จำเป็ นต้องเป็ นสูตินรีแพทย์ แพทย์ทั่วไป หรือ พยาบาลก็สามารถทำได้ และการยุติการตัง้ ครรภ์โดยใช้ยา
(Medical Termination – MTOP) ซึ่งผู้หญิงสามารถใช้เองได้ หากสามารถเข้าถึงยาได้ (กำแหง 2554) แต่ประเทศ
ไทยยังห้ามการนำเข้ายาเหล่านี ้นอกจากเพื่อนำมาใช้ในการศึกษาวิจัยเท่านัน้
เหตุที่เป็นเช่นนีเ้พราะการทำแท้งยังเป็นสิ่งผิดกฎหมายในบ้านเรา กฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งที่ระบุไว้
ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302-305 บังคับใช้มาตัง้ แต่ พ.ศ. 2500 หรือ 54 ปีมาแล้ว โดย 3 มาตราแรก
(มาตรา 301-303) มีสาระสำคัญเกี่ยวกับโทษของการทำแท้ง ไม่ว่าผู้หญิงที่ท้องแล้วทำแท้งด้วยตนเอง หรือยอม
ให้ผู้อื่นทำแท้งให้ มาตรา 304 เป็นเรื่องความพยายามจะทำแท้งแล้วทำไม่สำเร็จ ไม่ว่าหญิงจะยินยอมหรือไม่ก็
ตาม การกระทำนัน้ ก็ไม่มีความผิด
ส่วนมาตรา 305 เป็นข้อยกเว้นว่า ถ้าการทำแท้งนัน้ เป็นการกระทำของนายแพทย์ โดยผู้หญิงยินยอม
บนความจำเป็น ”ต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดทาง
อาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284 ผู้กระทำไม่มี
ความผิด”
ตลอดระยะเวลากว่า 54 ปี ที่มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี ้และมีการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด
กฎหมายอยู่ตลอด แต่ปรากฏว่ามีคดีขึน้ สู่การพิจารณาของศาลเป็ นจำนวนน้อยมาก นายแพทย์วิฑูรย์ อึ้ง
ประพันธ์ (2537: 21-42) ตัง้ ข้อสังเกตว่า เงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 305 ซึ่งเปิดให้แพทย์ทำแท้งให้แก่ผู้หญิงได้ถ้า
ตัง้ ครรภ์แล้วเกิดปัญหาสุขภาพ หรือเพราะถูกข่มขืนนัน้ ถือได้ว่าเป็ นเงื่อนไขที่มีปัญหาอย่างมากในการ
ตีความและการปฏิบัติ ดังนั้นแพทย์ส่วนใหญ่จึงปฏิเสธที่จะทำแท้ง หรือถ้าทำก็จะตีความกฎหมาย
อย่างแคบที่สุด เพื่อไม่ให้ตนเองถูกตั้งข้อกล่าวหา
สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขชีว้ ่า การมีกฎหมายห้ามทำแท้งไม่ช่วยให้การลักลอบทำแท้งลดลง เพราะ
ยังมีผู้ป่ วยด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งที่ผิดกฎหมาย เข้ารักษาตัวตามสถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ
เป็นจำนวนหลายหมื่นคนต่อปี ดังผลการสำรวจสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทย พ.ศ. 2542 จากผู้ป่ วยแท้ง

1 ตัดมาจาก กฤตยา อาชวนิจกุล. 2554. ‘เพศวิถีที่กำลังเปลี่ยนไปในสังคมไทย’ ใน จุดเปลี่ยนประชากร จุดเปลี่ยนสังคมไทย. สุรีย์พร พันพึ่ง
และมาลี สันภูวรรณ์ (บรรณาธิการ):43-66. นครปฐม: สำนักพิมพ์ประชากรและสังคม.
2 ทั่วประเทศจำนวน 45,990 คน ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราตายของผู้หญิงจากการทำแท้ง
สูงถึง 300 ต่อแสน ขณะที่อัตราตายของผู้หญิงที่ตัง้ ครรภ์แล้วคลอดทารกมีชีพมีเพียง 20 ต่อแสนเท่านัน้ จนแม้แต่
แพทย์เองยังยอมรับว่า อันตรายจากการทำแท้งที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นเป็ นปัญหาสาธารณสุขลำดับต้นของ
ประเทศมาโดยตลอด (Boonthai et al. 2003)
สถานการณ์ที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงเลยนีเ้ ป็ นเรื่องน่าเศร้า เพราะขณะที่ประเทศไทยประสบ
ความสำเร็จเป็ นที่ยอมรับทั่วโลกในงานวางแผนครอบครัว และอนามัยการเจริญพันธ์ุ แต่เรายังคงปล่อยให้ผู้
หญิงไทยต้องล้มตายและพิการจากปัญหาทางสุขภาพที่รักษาได้ง่ายๆ นีต้ ่อไป เป็นที่มาของคำถามสำคัญสองข้อ
ที่เป็ นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน คือ หนึ่ง เหตุใดสังคมไทยไม่เห็นว่าชีวิตของผู้หญิงเหล่านี้มีคุณค่า
พอที่จะได้รับการดูแลรักษา? และ สอง ทำไมการตายและบาดเจ็บของผู้หญิงจากการทำแท้งที่ไม่
ปลอดภัย จึงยังเป็ นปัญหาสาธารณสุขที่แก้ไขไม่สำเร็จ ?

สถานการณ์ข้างต้นนีส้ ะท้อนอะไรบ้าง? (กฤตยา และนภาภรณ์ 2537)
(1) สะท้อนความล้มเหลวของสังคมไทย ในการปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับ
ผู้หญิงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
(2) สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย
(3) สะท้อนความล้มเหลวของการให้บริการคุมกำเนิดที่ไม่สามารถบริการได้อย่างทั่วถึงในทุกกลุ่ม
(4) สะท้อนความอยุติธรรมของสังคม ที่สร้างเงื่อนไขทำให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบและแบก
ผลลัพธ์ต่างๆ ที่เป็นความเจ็บปวดทัง้ ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม อันสืบเนื่องมาจากการ
ตัง้ ครรภ์ไม่พร้อม โดยปราศจากการช่วยเหลือและสนับสนุนจากสังคมอย่างเป็นระบบ และยังถูก
นิยามตามกฎหมายว่าเป็นผู้ประกอบอาชญากรรมอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
กฤตยา อาชวนิจกุล และนภาภรณ์ หะวานนท์ (บรรณาธิการ). 2537. ทิศทางใหม่ของการวางแผนครอบครัวและเพศศึกษา.
รายงานจากการถอดเทปการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ทิศทางใหม่ของการวางแผนครอบครัวและเพศศึกษา เพื่อใช้เป็น
เอกสารประกอบการประชุมระดับชาติเรื่อง ’การตัง้ ครรภ์ไม่พึงประสงค์: ประเด็นท้าทายการให้บริการทางด้าน
สาธารณสุขของรัฐ’ จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส. วันที่ 7 ธันวาคม.
กำแหง จาตุรจินดา. 2554. การแท้งที่ไม่ปลอดภัย ใครรับผิดชอบ?? เอกสารประกอบการการอบรมเรื่อง ‘การป้องกันการแท้งที่ไม่
ปลอดภัย’ จัดโดย มูลนิธิเพื่อสุขภาพและอนามัยการเจริญพันธ์ุของสตรี (แห่งประเทศไทย) ร่วมกับสำนักอนามัยการเจริญ
พันธ์ุ กรมอนามัย, ราชวิทยาลัยสูตินรแพทย์แห่งประเทศไทย และคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. วันที่ 16-18
โรงแรมเซ็นจูนี่ปาร์ค กรุงเทพมหานคร.
วิฑูรย์ อึง้ ประพันธ์. 2537. กฎหมายทำแท้ง : ข้อโต้แย้งที่ยังไม่ยุติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เจนเดอร์เพรส.
Boonthai, Nongluk, Suwanna Warakamin, Viroj Tangcharoensathien, and Metee Pongkittilah. 2003.
Voices of Thai Physicians on Abortion. Unpublished Document, Reproductive Health
Division, Department of Health, Ministry of Public Health.

Advertisements

บริการรับบุตรบุญธรรม


สำหรับน้องๆ ที่อายุครรภ์มากๆ แล้วไม่พร้อมจะมีบุตร อีกทางเลือกหนึ่งคือการหาผู้อุปการะรับเป็นบุตรบุญธรรมนะคะ องค์กรหนึ่งที่เชื่อถือได้ที่ทำงานด้านนี้คือ สหทัยมูลนิธิ ติดต่อเค้าได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ http://www.sahathai.org/

สำหรับน้องๆที่อยากแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรม สามารถเขียนได้ที่นี่เลยค่ะ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการรับบุตรบุญธรรม ที่นี่จะไม่ใช่ที่ที่คุณสามารถประกาศหาผู้ต้องการยกบุตรนะคะ ขอให้ติดต่อ สหทัยมูลนิธิ ตามลิงค์ข้างบนนะคะ

ข้อเรียกร้องของเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม


จุดยืนของเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม

ต่อกรณีพบชิ้นส่วนตัวอ่อนมนุษย์ (ซากทารก) ที่วัดไผ่เงิน

เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อมเป็นเครือข่ายขององค์กรภาครัฐและเอกชน 45 องค์กร มีภารกิจทำงานครอบคลุมทุกมิติชีวิตของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ตั้งแต่เรื่องเพศศึกษา การคุมกำเนิด การปรึกษาทางเลือก การดูแลผู้หญิงที่ตัดสินใจท้องต่อตั้งแต่ก่อน-หลังคลอด และการดูแลแม่และเด็กในระยะยาว รวมทั้งการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่คุณภาพชีวิตของผู้หญิงที่ประสบปัญหาและเด็กเป็นหลัก

กรณีการพบชิ้นส่วนตัวอ่อนมนุษย์ (ซากทารก) ที่วัดไผ่เงินควรถือเป็นบทเรียนของสังคมไทยต่อความอ่อนแอของมาตรการป้องกันการท้องและการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาท้องไม่พร้อม สังคมและสื่อมวลชนจึงไม่ควรมุ่งเป้าไปที่ประเด็นในเชิงศีลธรรมต่อผู้หญิงและผู้ให้บริการเท่านั้น แต่ควรเสนอข่าวให้รอบด้าน เพื่อสร้างความเข้าใจต่อปัญหาและหาทางออกร่วมกัน เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม จึงมีจุดยืนต่อกรณีนี้ ดังต่อไปนี้

1. สังคมไทยควรมีมุมมองต่อผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมในเชิงเข้าใจมากกว่าการประณาม เพราะทำให้ผู้หญิงต้องเผชิญปัญหาอย่างหลบซ่อน ขาดข้อมูลและเข้าไม่ถึงบริการ จึงนำไปสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ทำให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ทำแท้งสูงถึง 300 คนต่อแสนต่อปีหรือราว 1,380 คนจากจำนวนผู้ป่วย 45,990 คนในปี 2542

2. ภาครัฐ เอกชน และทุกภาคส่วนของสังคมไทย ควรร่วมกันสร้างมาตรการณ์ป้องกันการท้องให้เข้มแข็งขึ้น โดยให้ทั้งชายและหญิงมีบทบาทรับผิดชอบอย่างเสมอกัน

3. ภาครัฐควรจริงจังต่อการพัฒนาบริการปรึกษาทางเลือกที่เป็นมิตรให้กับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม เพื่อให้ผู้หญิงที่ประสบปัญหามีทางออกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับชีวิต

4. ควรจัดมีบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยที่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย ในกรณี 1) ถูกข่มขืน 2) ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี และ 3) การท้องนั้นส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของผู้หญิง เพราะการขาดบริการที่เข้าถึงได้นี้ ทำให้ผู้หญิงต้องเข้าสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

5. ควรมีบ้านพักรอคลอด และการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งก่อนและหลังคลอด ที่เพียงพอ เข้าใจ เข้าถึงได้ และมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมมีความเชื่อมั่นและไม่พบทางตันต่อทางเลือกในการตั้งครรภ์ต่อไป

ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในเด็กและเยาวชน ทางเครือข่ายฯ หวังว่า รัฐจะให้ความสำคัญโดยดำเนินงานอย่างจริงจัง จริงใจ และต่อเนื่อง เพื่อคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ในสังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://choicesforum.wordpress.com/

น่าจะจับแพทย์ที่ไม่ยอมทำแท้ง


ความเข้าใจผิดที่ว่าตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ลงโทษแพทย์ที่ทำแท้ง เป็นเหตุให้ตำรวจทำผิดกฎหมายที่ไปจับแพทย์ที่ทำแท้งให้หญิง

เพราะที่จริงกฎหมายอาญาอนุญาตให้แพทย์ทำแท้งได้ เพื่อให้หญิงปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงภัยจากการหาหมอเถื่อน!!! ป.อาญา มาตรา 305 ที่บัญญัติว่า “ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 301 และมาตรา 302 นั้น เป็นการกระทำของนายแพทย์ และ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ (2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284 ผู้กระทำไม่มีความผิด” กำหนดให้นายแพทย์ทำแท้งได้ตามเงื่อนไข โดยไม่มีความผิด เท่ากับกฎหมายให้อำนาจแพทย์ (หรือผู้ที่ทำภายใต้การดูแลของแพทย์) ทำแท้งได้ คนที่ไม่ใช่แพทย์ทำแท้งไม่ได้

เหมือนกับการที่กฎหมายให้อำนาจตำรวจจับกุมผู้ที่กระทำความผิดซึ่งหน้าได้โดยไม่ต้องมีหมาย ตำรวจย่อมไม่มีความผิด มิใช่ว่าเห็นตำรวจจับกุมผู้ที่กระทำความผิดซึ่งหน้าต้องไล่จับตำรวจดำเนินคดี ข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังเลย

เห็นแพทย์ผ่าตัดคนไข้ก็จับฐานทำร้ายไว้ก่อนกระนั้นหรือ?
จะเอาอย่านั้นก็เอา !!!
เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพวก “ทำตามนโยบาย กฎหมายไม่ดู” ยังทำให้ตำรวจเข้าใจว่าการทำแท้งผิดกฎหมายในทุกกรณี
สักวันหนึ่งตำรวจเหล่านี้(มีรายชื่อร่วมจับกุม)จะถูกดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งไม่เพียงเข้ามาตรา 157 อันเป็นมาตรายอดนิยมเท่านั้น หากแต่จะรวมเอาความผิดบทเฉพาะตามมาตรา 172, 174,179, 181 และมาตรา 200 เข้าไว้ด้วย ทีนี้ แทนที่จะก้าวหน้าในราชการกลับจะถูกแขวนเพราะต้องคดีเป็นแน่ (คนสั่งลอยนวลอยู่เบื้องหลัง เพราะไม่มีชื่อร่วม)

ดังนั้นเมื่อพบว่า แพทย์ทำแท้งให้หญิง ตำรวจต้องถือว่าแพทย์เขามีอำนาจทำได้ เว้นแต่ตนจะมีหลักฐานมาก่อนว่าทำไม่ถูกตามเงื่อนไข ตามที่แพทยสภากำหนด มิใช่ว่าจับแพทย์ที่ทำแท้งก่อน แล้วค่อยมาพิสูจน์กันทีหลัง แต่หากผู้ที่กระทำไม่ใช่แพทย์ หรือผู้ช่วยของแพทย์ แต่เป็นหมอเถื่อนแล้ว จึงสมควรจะจับกุมดำเนินคดี ไม่ใช่จับแพทย์ที่ทำโดยปลอดภัยให้หญิง ดังนั้น เมื่อรัฐไม่ดูแลหญิง ไม่ดูแลเด็ก ไม่ส่งเสริมการคุมกำเนิดที่ถูกต้อง (มียาคุมออกใหม่ห้ามขายเสียหมด) แถมยังไล่จับแพทย์ที่ทำแท้งหญิงให้ปลอดภัยเสียอีก เท่ากับผลักดันให้หญิงต้องไปทำแท้งกับหมอเถื่อน ซึ่งผลที่ออกมาคือไม่ตายก็พิการ
ก็เท่ากับรัฐเป็นฆาตกร ฆ่าทั้งแม่และเด็กเสียเอง

การดำเนินการจึงต้องตั้งหลักให้ถูกว่าจะจับแพทย์ที่ทำแท้งเถื่อนหรือควรจะจับหมอเถื่อนที่ทำแท้ง (หญิง) หากดำเนินการผิดพลาดไปแล้วโดยจับแพทย์ที่ทำแท้งเถื่อน (หญิง) ปลอดภัยซึ่งเขามีอำนาจทำได้โดยถูกต้องตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ไม่ไปจับหมอเถื่อนที่ทำแท้ง (หญิงตายหรือพิการ) เราคงมิใช่เพียงแต่พบร่างของซากเด็กกว่า 2,000 ศพเท่านั้น หากแต่อาจจะมีศพของแม่เด็กเพิ่มขึ้นมาอีกกว่าครึ่งทีเดียว

ปัญหาต้องพิจารณาก่อนว่า “การตั้งครรภ์นั้นเป็นโรคชนิดหนึ่งหรือไม่” (ความเห็น(ผิด)ของคนบางคนบอกว่าไม่ !) คิดง่ายๆ ว่าถ้าการตั้งครรภ์นั้นไม่ใช่โรค … แล้วทำไมต้องไปฝากครรภ์ กินยา และปรึกษาแพทย์ ???? ดังนั้นจึงควรดำเนินการกับแพทย์ที่ไม่ยอมทำแท้งที่ถูกกฎหมาย (โดยเฉพาะแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ) เพราะนั่นคือแพทย์ที่ไม่รักษาผู้ป่วย …. น่าจะผิดจรรยาบรรณด้วยซ้ำไป !!!

ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนที่ 118 ง วันที่ 15 ธันวาคม 2548 นั้นเป็นข้อบังคับที่ออกตามความในพระราชบัญญัติ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงมีผลบังคับเป็นข้อปฏิบัติตามกฎหมาย ใครไม่ทำตามอาจได้รับผลร้ายตามกฎหมายนั้นๆ นอกจากนั้นข้อบังคับดังกล่าวยังเป็นการกำหนด “มาตรฐานทางวิชาชีพ” อีกด้วย

ดังนี้ เมื่อแพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยและรักษาตามมาตรฐานทางวิชาชีพแล้ว ย่อมไม่มีความรับผิดใดๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญา เช่นแพทย์วินิจฉัยตามมาตรฐานแล้วว่า นายแดงติดเชื้อบาดทะยักร้ายแรงจนต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิต ตำรวจ อัยการ หรือศาลกลับบอกว่าไม่ใช่ ไม่ต้องตัดขาก็ได้ ……
การที่แพทย์ตัดขาเป็นการทำร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัส กระนั้นหรือ ?

ต่อไปนี้ก็มีแต่ตำรวจกับอัยการหรือศาลก็พอ …. หมอไม่ต้องมี !!! ——–

——– ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขากฎหมายอาญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เนติบัณฑิตไทย, LL.M. (University of Pennsylvania), ประกาศนียบัตรชั้นสูงทางกฎหมายอาญา (D.E.A. de sciences criminelles), ปริญญาเอกเกียรตินิยมทางกฎหมายอาญา (l’ Université de Nancy 2); Doctorat en droit pénal, mention très honorables (l’ Université de Nancy 2), รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
มติชนออนไลน์ และ เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม

“การทำแท้งที่ถูกกฎหมาย” และ “การทำแท้งเสรี”


การทำแท้งที่ถูกกฎหมาย” กับ “การทำแท้งเสรี” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยมักเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

by Nattaya Boonpakdee on Monday, November 22, 2010 at 10:47pm

http://www.facebook.com/nattaya.boonpakdee

“การทำแท้งที่ถูกกฎหมาย” กับ “การทำแท้งเสรี” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยมักเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

ทุกวันนี้กฎหมายไทยกำหนดให้การทำแท้งเป็นสิ่งผิดกฎหมายยกเว้นกรณีท้องเพราะ ถูกข่มขืนกระทำชำเราและท้องแล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพของหญิงนั้น ในช่วงปี พ.ศ.2524 ฝ่ายสาธารณสุขที่ต้องรับมือกับผู้ป่วยจากการทำแท้งเถื่อนที่ไม่เข้าข่าย 2 ข้อยกเว้น พยายามผลักดันให้มีการขยายข้อยกเว้น

ที่ต้องการขยายข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้เป็นเพราะข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ต้องการทำแท้งส่วนมากไม่ได้ประสบปัญหาถูกข่มขืนหรือปัญหาสุขภาพ แต่ยังมีเงื่อนไขอื่นที่ทำให้ผู้หญิงต้องการทำแท้ง เช่น คุมกำเนิดไม่ได้ผล มีลูกมากแล้ว สุขภาพไม่ดีนึกว่าจะไม่ท้องง่ายๆ ยังเรียนหนังสือ ฯลฯ การที่กฎหมายกำหนดให้ทำแท้งโดยแพทย์ได้เพียง 2 กรณีจึงเป็นเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของชีวิตคนในสังคม

แต่ความพยายามที่จะขยายเงื่อนไขในการทำแท้งตามกฎหมายนี้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง  คำว่า “ทำแท้งเสรี” ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงนั้นเองเพราะฝ่ายต่อต้านต้องการจะโยงว่าหากแก้กฎหมายจะเท่ากับเปิดให้มี “ทำแท้งเสรี” และโยงคำว่า “ทำแท้งเสรี” เข้ากับ “เซ็กส์เสรี” โดยอ้างว่าการแก้ไขกฎหมายทำแท้งจะเปิดทางให้สังคมไทยเป็นสังคมฟรีเซ็กส์

การสร้างวาทกรรม “ทำแท้งเสรี” เท่ากับ “ฟรีเซ็กซ์” นับว่าเป็นกลยุทธที่ได้ผลเพราะสามารถดึงเสียงสนับสนุนได้ท่วมท้น ในที่สุดร่างกฎหมายขอขยายเงื่อนไขการทำแท้งก็ตกไปในระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ ขณะที่วาทกรรมทำแท้งเสรีกลายเป็นอาวุธต้านการแก้ไขป้ญหา

หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่าอะไรคือ “ทำแท้งเสรี” จะพบว่ามันคือการทำแท้งเมื่ออายุครรภ์เท่าไรก็ได้ ทำโดยใครก็ได้ ทำด้วยวิธีการอย่างไรก็ได้ ขอเพียงคนที่อยากทำรู้ว่าแหล่งบริการอยู่ที่ไหนและมีเงินจ่าย ก็สามารถเข้าถึงบริการ “ทำแท้งเสรี” นี้ได้ทันที

คำให้การของผู้ให้การทำแท้งที่บอกว่าทำให้ตั้งแต่อายุครรภ์ 1 เดือนไปจนถึง 9 เดือนสะท้อนได้ดีถึงสถานการณ์ “ทำแท้งเสรีบนอำนาจเงินตรา”

สถานการณ์พบซากตัวอ่อนอายุในครรภ์หลายเดือนในมุมมองทางการแพทย์รู้ดีว่าเรา กำลังมีปัญหาการทำแท้งที่ไม่ถูกหลักการแพทย์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

กฎหมายห้ามการทำแท้งจึงเปิดทางให้กับ “การทำแท้งเสรีบนอำนาจของเงินตรา” โดยไม่อาจควบคุมคุณภาพการรักษาและราคาที่ต้องจ่ายได้เลย

สิ่งที่ควรต้องมีคือ การกำหนดให้การทำแท้งอย่างมีเงื่อนไขตามมาตรฐานการรักษาทางการแพทย์เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย

ผู้ที่ทำงานอย่างเงียบๆมายาวนานเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ท้องเมื่อ ไม่พร้อมและต้องการทำแท้งเป็นกลุ่มที่หลีกเลี่ยงวาทกรรมทำแท้งเสรี ที่หลีกเลี่ยงเพราะไม่ต้องการตกหลุมพรางที่พลตรีจำลองขุดทิ้งไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่จะไปกระทุ้งความเข้าใจผิดเรื่องเซ็กส์เสรีให้ฟื้นคืนชีพ

หากพูดกันให้ถึงที่สุด การทำแท้งอย่างไม่มีเงื่อนไขข้อกำหนดทางการแพทย์นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพและชีวิตผู้หญิง  วงการสาธารณสุขรู้ดีว่าการปล่อยให้มี “การทำแท้งเสรีบนอำนาจของเงินตรา” นี้เองที่ทำให้อัตราการบาดเจ็บและล้มตายของผู้หญิงท้องไม่ลดลง

หากเราต้องการจะลดความสูญเสียจากปัญหาการทำแท้งเถื่อน เราต้องทำให้การทำแท้งเป็นบริการที่ถูกกฎหมาย ได้มาตรฐานตามหลักการแพทย์

ข้อความข้างต้นทั้งหมดนี้ถูกทวิตไปยาวเหยียด เน้นเรื่องที่มาที่ไปของวาทกรรม “ทำแท้งเสรี” ในสังคมไทย และความหมายของ “การทำแท้งที่ถูกกฎหมาย” เพราะอยากเพิ่มข้อมูลให้สังคม ผู้ที่อยากอ่านรายละเอียดไปศึกษาจากงานวิจัยเรื่องการเมืองเรื่องร่างกายผู้หญิงโดย อ.กฤตยา อาชวนิจกุลได้ค่ะ และอีกบทความหนึ่งที่น่าอ่านโดย @kritaya284 เจ้าเดิมคือ “สังคมเปลี่ยน : กฎหมายทำแท้งควรเปลี่ยนหรือไม่ ?” ที่ http://www.sarakadee.com/feature/2001/11/vote-support.htm

ทำแท้ง


ทำแท้ง

ถึงเวลาทำให้การทำแท้ง
มีมาตรฐานทางการแพทย์ และ ทางสังคมได้หรือยัง

การทำแท้งกำลังกลายเป็นปัญหาที่โยนให้เป็นภาระของ ประชาชนเพศหญิง เท่านั้น
สังคมกำลังพุ่งประเด็นการมองลึกไปถึง เบื้องหลังการตั้งท้อง
ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของผู้หญิงที่เป็นผู้ทำแท้ง เพียงอย่างเดียว

สังคมไม่ยอมรับการทำแท้ง แต่สังคมยอมรับ หรือไม่พูดถึง การทำท้อง
การทำแท้ง ห้ามเด็ดขาด ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย บ้านเมือง

ห้ามการทำแท้ง หมายถึง
1 ห้าม จัดให้มีผู้ให้บริการใด ๆ เพื่อการรักษาทางการแพทย์ ในการทำแท้ง
2 ห้าม จัดให้มีการรักษาการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผน หรือ เรียกว่า
ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ไม่สามารถทำการรักษาดูแลรักษาและให้ความปลอดภัยได้
การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เรียกว่า การทำแท้ง
3 ห้าม จัดให้มีสถานที่การทำแท้งที่ปลอดภัย และให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ในสังคมปัจจุบัน จึงต้องมีการทำแท้งแบบไม่ปลอดภัย ไม่ได้มาตรฐาน เท่านั้น
รวมถึง สภาพทั่วไปเกี่ยวกับการทำแท้ง และซากรก เลือดจากการทำแท้ง
ก็ไม่สามารถทำการกำจัดด้วยวิธีการที่มีสุขอนามัยทางการแพทย์ได้
เนื่องจากสิ่งปฏิกูลทางการแพทย์ ถือว่า เป็นหลักฐานชี้มูลความผิด
ทางกฎหมาย อันเนื่องการความผิดการทำแท้ง
นอกจากนั้น ค่าบริการสูงมาก เฉลี่ยแล้ว ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท

สถานที่ทำแท้ง ไม่สามารถตั้งเป็นสถานพยาบาลที่มีการอนามัยที่มีมาตรฐาน
และเปิดเผย ไม่ได้ เพราะห้ามทำแท้ง

ผู้ที่ต้องการทำแท้ง เดินเข้าไปในสถานพยาบาล คลินิค
ที่ไม่มีมาตรฐานทางการแพทย์ และ ไม่มีมาตรฐานการรักษาพยาบาล ความเจ็บป่วย
เสมือนหนึ่งโรคตั้งครรภ์ ไม่พึงประสงค์

การทำแท้งจึงถูกทำให้ ไม่มีมาตรฐาน ความปลอดภัย ไม่มีมาตรฐานการสาธารณสุข
ไม่มีมาตรฐานทางจริยธรรม สังคม แม้แต่ การกำจัดเศษปฏิกูลจากการทำแท้ง
ก็ไม่สามารถทำให้มีมาตรฐานทางสังคม และสุขอนามัยได้

ซากเศษรก และก้อนเลือด ที่ออกมาจากคลีนิค จึงอยู่ในสภาพใส่ถุงพลาสติก
มากมาย ถึง 2,000 ถุง เป็นภาพที่สังคมได้เห็นได้ดูเป็นข่าว บทความ เสียง
และ ภาพในสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศที่มีอารยธรรม

เงินนอกกฎหมาย
หากจะคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่คำนวนได้จาก การทำแท้งที่ไม่มีมาตรฐาน
คิดง่าย ๆ จากเงินหมุนเวียนเพียงขั้นต่ำ ค่าบริการ ครั้งละ 10,000 บาท x
2,000 ราย ตามหลักฐานปัจจุบ้น เป็นเงิน 20,000,000 เป็นเงิน
ยี่สิบล้านบาทเป็นอย่างน้อย ยังไม่รวมค่าบริการกำจัดขยะทางการแพทย์
อีกประมาณ 200 บาท x 2,000 เป็นเงิน 400,000 สี่แสนบาท
เงินก้อนนี้ น่าจะเพียงพอ โดยมีการบริหารให้การทำแท้งปลอดภัยมีมาตรฐานทางการแพทย์ และ มาตรฐานทางสังคมได้

รัฐบาล ที่กำลังมุ่งนำประเทศสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สู่การมีมาตรฐานทางการเมืองและ ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
และความเท่าเทียมเคารพในความแตกต่างทางเพศ
รัฐบาลต้องมีแนวทางในการส่งเสริมให้
ปัญหาการทำแท้งได้รับการดูแลให้มีมาตรฐาน ให้เหมาะสมกับประเทศมีอารยธรรม
อย่างประเทศไทยอย่างไร ?

……………………………………………………………. จันทวิภา อภิสุข

สังคมเปลี่ยน-กม.ทำแท้งควรเปลี่ยนด้วยหรือไม่


บทสัมภาษณ์ อ.กฤติ (รศ.ดร.กฤติยา อาชวนิจกุล)
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
จากนิตยสารสารคดี

ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่อนุญาตให้นำลงในเว็บนี้ได้ค่ะ

“ไม่อยากให้มองว่าเรื่องนี้มีสองด้าน คือคัดค้านและสนับสนุน เราสนับสนุนทางเลือกทุกทางและแสวงหากลุ่มคนที่คิดต่างกันมาทำงานร่วมกัน ถ้าเราทำอย่างนั้นได้ ก็จะเสริมพลังและทำงานอย่างมีพลังมากขึ้น แต่ที่เป็นอยู่ขณะนี้คือ เราสนับสนุนทางเลือกเขา แต่เขาไม่สนับสนุนทางเลือกเรา

“ดิฉันตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นที่ ๑ การที่ผู้หญิงตั้งท้อง สิ่งที่อยู่ในท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผู้หญิง ประเด็นที่ ๒ เราไม่เห็นด้วยกับการฆ่าตัวตาย แต่เราไม่มีกฎหมายว่า ถ้าใครฆ่าตัวตายแล้วไม่ตายต้องไปติดคุก เราฆ่าตัวตายกี่ครั้งก็ได้ ไปโรงพยาบาลให้หมอล้างท้องกี่ครั้งก็ได้ แต่ผู้หญิงที่ทำแท้ง เขาต้องการขจัดปัญหาของเขา โดยเอาส่วนหนึ่งของร่างกายที่เป็นปัญหาออกไป อย่างนี้แล้วกฎหมายอาญา เอาผิดกับความพยายามแก้ปัญหา และเอาผิดกับผู้หญิง

“แม้ทุกวันนี้กฎหมายเปิดช่องให้ทำแท้งได้ สำหรับกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่การตัดสินใจนั้นก็อยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน แม้เจ้าของปัญหานั้น ตัดสินใจแล้วว่าจะทำ แต่ก็ไม่อาจบรรลุผล มันขึ้นอยู่กับความกรุณาปรานีของหมอเท่านั้น

“ตอนนี้แม้แต่กรณีที่เข้าเงื่อนไขของกฎหมาย สามารถทำแท้งได้ก็ยังทำแท้งไม่ได้ เพราะขั้นตอนที่จะไปสู่การทำแท้งตามที่กฎหมายอนุญาตมันยากมาก มีเคสหนึ่งเป็นมะเร็งที่กล่องเสียง สภาพร่างกายแย่มากแล้ว ผู้ป่วยต้องการฉายแสงรักษามะเร็ง แต่หมอไม่ทำให้เพราะเขากำลังท้อง ตัวผู้ป่วยเองไม่พร้อมที่จะเอาเด็กในท้องไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะมีชีวิตเลี้ยงลูกต่อไปได้นานแค่ไหน ยังจะลูกชายอายุ ๗ ขวบอีกคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะให้ใครเลี้ยงหากเขาเป็นอะไรไป แต่หมอประชุมกันแล้วลงความเห็นว่า เป็นมะเร็งไม่เกี่ยวอะไรกับท้อง จึงไม่ทำแท้งให้

“กฎหมายมันประหลาดพิสดารมาก ถ้าผู้หญิงไปทำแท้งกับหมอเถื่อน แล้วหมอเถื่อนทำให้หญิงผู้นั้นตาย มีข้อพิพากษาของศาลฎีกาไทยบอกว่าไม่จับคนทำให้ตาย ผู้หญิงต่างหากที่ผิด เพราะยินยอมให้ทำ อาจารย์ทางกฎหมายท่านหนึ่งบอกว่า นี่คือการเอากฎหมายมาทำให้เกิดการฆ่าได้ คนที่แก้ปัญหาของเขาเองกลายเป็นอาชญากร กลายเป็นเหยื่อของตัวเอง

“รากฐานกฎหมายทำแท้ง เรารับมาจากกฎหมายเยอรมัน และกฎหมายอีกหลาย ๆ ฉบับจากฝรั่งเศส ซึ่งมีฐานความเชื่อมาจากศาสนาคริสต์โดยสมบูรณ์ แล้วร่างกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษก่อน จากนั้นจึงแปลเป็นภาษาไทย และก็เอามาใช้อยู่ ๔๐ กว่าปี ในขณะที่กฎหมายเก่า ในกฎหมายตราสามดวงยังมีพื้นที่ที่จะให้ผู้หญิงแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมและวิธีคิดแบบไทย แต่เรากลับละเลยตรงนั้นไป

“เราเพิ่งไปเก็บข้อมูลในชุมชนมาสองชุมชน สัมภาษณ์ผู้หญิงอายุตั้งแต่ ๑๕-๖๐ ปี พบว่าเขาเห็นว่าการทำแท้งเป็นเรื่องปรกติ ผู้หญิงที่อายุสัก ๓๕ เป็นต้นไป เกือบทุกคนเคยมีประจำเดือนขาด ซึ่งก็ถือว่าท้อง แล้วเขาใช้วิธีขับเลือดด้วยวิธีต่าง ๆ มีวิธีจัดการง่าย ๆ แต่เขาไม่ได้มองว่านี่คือการทำแท้ง นี่เป็นวิถีปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงอยู่แล้ว

“แต่พอมีกฎหมายนี้ขึ้นมา สภาพที่เกิดขึ้นคือ มีสถานที่ทำแท้งผิดกฎหมายเต็มไปหมด ผู้หญิงที่เผชิญปัญหาก็ต้องเสี่ยงตายและเสียเงิน บางคนต้องเป็นหนี้เพราะแม้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ แต่ต้องมาใช้หนี้ในระยะยาวเพราะเสียเงินหลายหมื่นให้แก่กระบวนการนี้ นี่คือผลกระทบ แต่จะมากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องที่ศึกษายากมาก เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมายและสังคมไม่ยอมรับ

“นอกจากตัวผู้หญิงที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้โดยตรงแล้ว สังคมก็กระทบด้วย เพราะมันคือการสูญเสียทรัพยากรบุคคลส่วนหนึ่งไปกับเหตุการณ์นี้ ทางด้านครอบครัว ถ้าผู้หญิงไม่ตาย อนาคตที่เขาจะมีลูกคนต่อไป ลูกเขาจะเป็นอย่างไร เขาจะมีทัศนคติต่อลูกอย่างไร เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใจ่ใช่จะหายได้ง่าย ๆ มันส่งผลกระทบในระยะยาวและมากมายมหาศาล วัดไม่ได้

“รัฐเองก็ต้องสูญเสียงบประมาณไม่ใช่น้อย เพราะการที่ผู้หญิงไม่สามารถทำแท้งที่ปลอดภัยในสถานบริการของรัฐได้ ต้องไปทำแท้งในคลินิกเถื่อน พอเกิดภาวะแทรกซ้อนก็ต้องหอบหิ้วกันมาที่โรงพยาบาลของรัฐ รัฐก็ต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษา ซึ่งมีการประมาณว่าเสียค่าใช้จ่ายอย่างต่ำ ๕,๐๐๐ บาทต่อราย กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าเราต้องเสียเงินไปในการนี้ปีละ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท

“เวลานี้ไม่ต้องพูดกันแล้วว่าทำไมต้องแก้ไขกฎหมายนี้ มันต้องตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีกฎหมายนี้ แทนที่จะไปคิดว่าจะไปขยายเงื่อนไขยังไงดี ขยายไปอีก ๒๐ ข้อก็ยังไม่ครอบคลุม มันไม่เป็นเหตุเป็นผลในตัวมันเองอยู่แล้ว กฎหมายนี้ไม่เป็นธรรมอย่างแน่นอน เพราะไปเอาผิดกับคนที่พยายามแก้ไขปัญหาแก้ไขวิกฤตชีวิตของตัวเอง เราเอาผิดกับคนที่ไปขโมยของคนอื่น ปล้น ฆ่าคนอื่น รวมทั้งคนที่กำลังแก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเองด้วย ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากทำแท้งหรอก ถ้าปัญหามันไม่ถึงที่สุดจริง ๆ

“เราเสนอให้ยกเลิกกฎหมายนี้ไปเลย เพราะมันไม่มีประโยชน์กับใครทั้งนั้น นอกจากคนกลุ่มเดียวคือคลินิกเถื่อน การที่ยังมีกฎหมายนี้ก็จะเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มนี้ไปขูดรีดเงิน จากผู้หญิงที่กำลังเผชิญปัญหา เรียกเงินเท่าไรก็ต้องยอมเสียอยู่แล้ว เสี่ยงชีวิตก็ต้องยอม

“การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งท้อง ที่ไม่พร้อมจะทำโดยการแก้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ทางเลือกของผู้หญิงที่มีปัญหาไม่ได้มีแค่การทำแท้งอย่างเดียว หลายคนไม่ได้อยากทำแท้ง อยากจะเก็บเด็กในท้องไว้ ก็ต้องมีช่องทาง เช่น เขายังเป็นนักเรียน ถ้าเก็บเด็กไว้ ถูกไล่ออก อนาคตทางการศึกษาดับวูบแน่นอน มันก็ต้องเปิดช่องทางนั้น คือต้องสามารถรักษาสภาพนักศึกษาได้ หรือถ้าอยู่ในบ้านไม่ได้ ถูกแรงกดดันจากสังคม ถูกซุบซิบนินทา ก็ต้องมีบ้านพักชั่วคราวให้ผู้หญิงไปพักระหว่างรอคลอด เมื่อคลอดแล้วไม่พร้อมที่จะเลี้ยงเอง ก็มีบริการหาครอบครัวบุญธรรม ที่พร้อมจะรับเด็ก เหมือนที่สหทัยมูลนิธิทำ คือน่าจะมีทางเลือกหลาย ๆ ทางที่สอดคล้องกับความต้องการ และกฎเกณฑ์บางอย่างก็ควรจะยกเลิก เช่น นักเรียนห้ามท้อง ให้ไล่ออก ขณะนี้เรามีระเบียบหลักการปฏิบัติหลายอย่าง ที่ละเมิดสิทธิของมนุษย์ เช่นในโรงงานหลายแห่งก่อนที่จะรับเข้าทำงาน จะมีการตรวจก่อนว่าคุณตั้งครรภ์ไหม ถ้าไม่ตั้งครรภ์ก็รับมาเป็นสาวโรงงาน และบอกไว้เลยว่าห้ามท้องภายในเวลาสองปีนับจากเข้าทำงาน กฎแบบนี้มันละเมิดสิทธิมนุษยชน มีโรงงานหลายแห่งที่ทำแบบนี้

“แต่ถ้าสังคมคิดว่าต้องมีกฎหมาย ก็ต้องมีกฎหมายทางบวก อย่างเช่นพระราชบัญญัติการให้ช่วยเหลือผู้หญิงตั้งท้องที่มีปัญหา ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องการทำแท้งอย่างเดียว มันอาจจะครอบคลุมถึงการท้องนอกมดลูก การไม่สามารถท้องได้ เอาปัญหาการตั้งครรภ์และการคลอดของผู้หญิงหลาย ๆ ปัญหา รวมทั้งปัญหาการต้องการยุติการตั้งครรภ์ รวมไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เพื่อที่จะให้รัฐสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ขึ้นมารองรับและให้บริการ ป้องกันไม่ให้ผู้หญิงต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากปัญหาของเขาเอง และก็แก้ไขปัญหาของเขาได้ ถ้ากฎหมายออกมาถูกทางในลักษณะนี้ก็สมควรให้มี แต่สำหรับมาตรา ๓๐๑-๓๐๕ เราคิดว่าควรจะยกเลิก

“ถ้ายกเลิกกฎหมายแล้ว อัตราการทำแท้งและการสูญเสียเรื่องนี้จะลดลง จะทำให้คนเข้าถึงบริการคุมกำเนิดมากขึ้น เพราะเมื่อถูกกฎหมาย เราก็สามารถให้ความรู้คนได้กว้างขวางขึ้น คนจำนวนหนึ่งจะเลือกหนทางป้องกัน การทำแท้งจะลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะคนจะมีความรู้ มีความเข้าใจมากขึ้น

“ประเทศที่การทำแท้งถูกกฎหมาย หลังจากที่ผู้หญิงตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะทำแท้ง เขาจะได้รับการปรึกษาก่อน เพื่อให้รู้ว่าเมื่อตัดสินใจแล้วจะไม่เสียใจภายหลัง หลังจากนั้นก็จะได้รับการบอกเล่าว่าจะต้องเจออะไรต่อไป จะเจ็บยังไง จะต้องกินยาอะไรบ้าง พอผ่านกระบวนการทำแท้งเสร็จจะมีการให้คำปรึกษาครั้งสุดท้าย คุยไปถึงเรื่องการคุมกำเนิดเพื่อไม่ให้เกิดการทำแท้งซ้ำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดี เพราะจะรับประกันได้ระดับหนึ่งว่า คนที่ผ่านการทำแท้งไปในครั้งนี้จะมีความรู้ในเรื่องคุมกำเนิด และเข้าถึงการบริการได้มากขึ้น แต่การทำแท้งไม่ถูกกฎหมายนั้นจะไปให้คำปรึกษาก่อนหรือหลังไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าเราสามารถพูดเรื่องนี้ได้อย่างเปิดเผยจะทำให้ปัญหานี้ลดลง ขณะเดียวกันแผนการที่จะป้องกันในด้านอื่นก็จะเป็นจริงมากขึ้น

“สิ่งที่เราเรียกร้องคือการทำแท้งที่ปลอดภัย ไม่ใช่ทำแท้งเสรี กฎหมายที่เป็นอยู่มันไม่เป็นจริง ไม่เป็นธรรม หมอที่ทำงานด้านนี้ก็เห็นว่า คนที่มารับบริการไม่ใช่ผู้หญิงใจแตก แต่มีปัญหาจริง ๆ สิ่งที่เราต้องการคือไม่ให้คนตายหรือบาดเจ็บจากการทำแท้ง ไม่ติดเชื้อ ทำแท้งได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็มีการป้องกันในครั้งต่อไป และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนอื่น ๆ แต่ถ้าเรายังไม่เปิดช่องตรงนี้ไว้ ก็ไม่สามารถไปแก้ปัญหาตรงนี้ได้

“ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมักจะบอกว่านี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มองว่าเป็นเรื่องที่ขัดศีลธรรม ทำให้กลับไปยังจุดเดิม ประเด็นเรื่องความเชื่อ บุญบาป เรื่องศาสนา เป็นคนละเรื่องกับเรื่องสุขภาพผู้หญิง ศาสนาเป็นสิ่งที่แต่ละบุคคลเลื่อมใสศรัทธา เราเห็นด้วยกับตรงนั้น แต่มันมีผู้หญิงอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของผู้หญิงกลุ่มนี้เช่นกัน นี่คือฐานของเรา เราไม่ได้ขัดแย้งกับเรื่องศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น

“เรื่องทำแท้ง คนจะแสดงความคิดเห็นไปตามความรู้สึก และทัศนคติของตัวเอง ต่อเมื่อได้เผชิญเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง หรือเป็นปัญหาของคนใกล้ตัว จึงจะเข้าใจมากขึ้นว่าปัญหามันซับซ้อนยังไง”